stock data analysis blog cover

มี ERP แล้ว แต่ยังวิเคราะห์ข้อมูลสต๊อกไม่ได้ว่าเงินจมอยู่เท่าไร?

ผู้บริหารส่วนใหญ่ที่มีระบบ ERP ตอบคำถามที่ว่า “เงินจมในสต็อกเท่าไร” แบบทันทีไม่ได้ เพราะ ERP ถูกออกแบบมาเพื่อบันทึกข้อมูล ไม่ใช่วิเคราะห์ข้อมูล ข่าวดีคือข้อมูลที่คุณมีอยู่แล้วเพียงพอที่จะหาคำตอบ การวิเคราะห์ข้อมูลสต๊อกด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมกับ AI ช่วยให้เห็นว่าเงินจมอยู่ตรงไหนและควรทำอะไร ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบใดๆ ที่ใช้อยู่

ทำไมมีข้อมูลครบ แต่กลับตอบคำถามง่ายๆ ข้อนี้ไม่ได้? 

เพราะ ERP ถูกออกแบบมาเพื่อบันทึกธุรกรรม ไม่ใช่วิเคราะห์ข้อมูล ระบบทำหน้าที่ของมันได้ดีมาก คือการบันทึกทุกธุรกรรมอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการรับสินค้าเข้า การขายออก หรือการโอนย้ายระหว่างคลัง รายงานมาตรฐานที่ได้จากระบบจึงบอกได้แม่นยำว่าวันนี้มีสินค้าอะไร อยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไร

แต่คำถามว่า “เงินจมอยู่ในสต๊อกเท่าไร” ต้องการมากกว่ายอดคงเหลือ มันต้องเอาข้อมูลหลายมิติมาประกอบกัน ทั้งอัตราการหมุนของสินค้าแต่ละตัว แนวโน้มความต้องการ อายุของสต๊อกแต่ละล็อต และต้นทุนการถือครอง ซึ่งการประมวลผลลักษณะนี้ไม่ใช่หน้าที่ที่ ERP ถูกออกแบบมาให้ทำ ผลคือหลายองค์กรจบลงที่การ export ข้อมูลออกมาทำ pivot ใน Excel เป็นครั้งคราว ซึ่งช้า ทำซ้ำยาก และมักหยุดอยู่ที่รายงานตัวเลข โดยไปไม่ถึงขั้นข้อเสนอว่า “ควรตัดสินใจอย่างไร” 

เงินที่จมอยู่ในสต๊อก แพงกว่าที่คิด 

Freezing Shelves with Foods

ต้นทุนการถือครองสต๊อก (Carrying Cost) โดยทั่วไปอยู่ที่ 20-30% ของมูลค่าสต๊อกต่อปี ครอบคลุมทั้งต้นทุนเงินทุน ค่าพื้นที่จัดเก็บ ค่าประกัน และความเสื่อมของสินค้า พูดง่ายๆ คือถ้าคุณถือสต๊อกเฉลี่ย 10 ล้านบาท คุณกำลังจ่ายต้นทุนแฝงปีละ 2-3 ล้านบาทเพื่อเก็บมันไว้ ไม่ว่าสินค้านั้นจะขายได้หรือไม่ก็ตาม

ที่หนักกว่านั้นคือแม้แต่บริษัทที่บริหารจัดการดี ก็ยังพบว่าสัดส่วนของ dead stock หรือสินค้าที่แทบไม่เคลื่อนไหวอาจสูงถึง 20-30% ของสต๊อกทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลฝั่งค้าปลีกในสหรัฐฯ ชี้ว่าโดยเฉลี่ยมีเงินจมอยู่ในสต๊อกราว 1.43 ดอลลาร์ต่อยอดขายทุก 1 ดอลลาร์ เงินก้อนนี้คือเงินสดที่ควรได้ไปหมุนในธุรกิจ ไปลงทุนขยายสาขา หรือเก็บไว้เป็นสภาพคล่องในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน แต่กลับนอนนิ่งอยู่บนชั้นวางสินค้า

คำถามที่ ERP ตอบไม่ได้ แต่ข้อมูลใน ERP ของคุณตอบได้ 

ฟังดูย้อนแย้ง แต่นี่คือความจริงที่เจอในเกือบทุกองค์กร ข้อมูลดิบที่จำเป็นทั้งหมดถูกบันทึกอยู่ในระบบแล้ว สิ่งที่ขาดคือกระบวนการวิเคราะห์ที่แปลงข้อมูลเหล่านั้นเป็นคำตอบ ตัวอย่างคำถามที่ธุรกิจส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ทันทีทั้งที่ข้อมูลมีครบ ได้แก่ 

  • มูลค่า dead stock ที่แท้จริง: สินค้ากลุ่มไหนไม่เคลื่อนไหวเกิน 6 เดือน คิดเป็นเงินเท่าไร และควรระบายตัวไหนก่อนเพื่อดึงเงินสดกลับมาเร็วที่สุด 
  • จังหวะการสั่งซื้อที่เหมาะสม: สินค้าแต่ละตัวควรสั่งเมื่อไร ในปริมาณเท่าไร เพื่อไม่ให้ขาดจนเสียยอดขาย และไม่ให้เกินจนเงินจมเพิ่ม
  • การกระจายสต๊อกระหว่างสาขาหรือคลัง: จุดไหนถือสินค้าเกินความต้องการของพื้นที่ และการโอนย้ายแบบไหนช่วยลดการสั่งซื้อใหม่ที่ไม่จำเป็น 

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่คำถามเชิงเทคนิค แต่เป็นคำถามเชิงธุรกิจที่ส่งผลตรงต่อกระแสเงินสดและกำไร และทุกข้อตอบได้จากข้อมูลที่คุณมีอยู่แล้ววันนี้ 

วิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ด้วย AI โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบ ทำอย่างไร?

POS - Point of Sale

หลักการคือการทำงานเป็นชั้นวิเคราะห์ (Analytics Layer) ที่อยู่เหนือระบบเดิมของคุณ ไม่ใช่การมาแทนที่ นี่คือแนวทางที่ทีม ZyGen ใช้ในบริการ Insight Sprint ขั้นแรกคือการดึงข้อมูลออกจากแหล่งที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ERP อย่าง SAP Business One ระบบ POS หรือแม้แต่ไฟล์ Excel ขอเพียงข้อมูล export ออกมาได้หรือมี API ก็เริ่มงานได้ทันที ระบบทุกอย่างที่คุณใช้อยู่ยังทำงานเหมือนเดิมทุกประการ

จากนั้นทีมนักวิเคราะห์ข้อมูลจะทำงานร่วมกับ AI ในการทำความสะอาดข้อมูล ค้นหารูปแบบ และทดสอบสมมติฐานกับคำถามธุรกิจที่ตั้งไว้ จุดที่ AI สร้างความแตกต่างชัดเจนที่สุดคือความเร็ว งานวิเคราะห์ที่เคยใช้เวลาเป็นเดือน วันนี้บีบเหลือหลักสัปดาห์ได้ โดยผลลัพธ์สุดท้ายไม่ใช่กราฟกองใหญ่ให้ไปตีความเอง แต่เป็นคำตอบของแต่ละคำถามพร้อมข้อเสนอแนะที่นำไปปฏิบัติได้ทันที เช่น รายการสินค้าที่ควรระบายพร้อมมูลค่าที่จะได้คืน หรือจุดสั่งซื้อใหม่ของสินค้ากลุ่มที่ขายดี 

ไม่ต้องเริ่มด้วยโปรเจคใหญ่ เริ่มจากคำถาม 2-3 ข้อก็พอ

ความเชื่อที่ทำให้หลายองค์กรไม่เริ่มสักที คือคิดว่าต้องลงทุนสร้าง data warehouse วาง data pipeline หรือทำ dashboard ให้เสร็จก่อนถึงจะเห็น insight ได้ ในความเป็นจริง เส้นทางที่เสี่ยงน้อยกว่ามากคือการเริ่มจากการวิเคราะห์รอบเดียวที่โฟกัสคำถามธุรกิจสำคัญเพียง 2-3 ข้อ เห็นผลลัพธ์จริงก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าคุ้มไหมที่จะลงทุนทำให้มันทำงานอัตโนมัติต่อเนื่อง 

แนวทางนี้เปลี่ยนการตัดสินใจจากการ “เดิมพันกับโปรเจกต์ใหญ่” เป็นการ “ทดลองเล็กที่วัดผลได้” และเมื่อถึงวันที่คุณอยากเห็นตัวเลขแบบนี้ทุกสัปดาห์ การลงทุนขยายผลก็จะตั้งอยู่บนหลักฐานว่า insight ตัวไหนมีมูลค่ากับธุรกิจของคุณจริง ไม่ใช่การคาดเดา 

แหล่งอ้างอิง: NetSuite, NetSuite, Industrial Distribution, Flieber

Author: Pathompong A.

คำถามที่พบบ่อย

1. ต้องเปลี่ยน ERP หรือซื้อระบบใหม่ก่อนไหม?

ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย การวิเคราะห์ทำงานบนข้อมูลที่ดึงออกจากระบบเดิมของคุณผ่านการ export หรือ API ระบบที่ใช้อยู่ทุกตัวยังทำงานตามปกติ และทีมของคุณไม่ต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่

2. ถ้าข้อมูลกระจายอยู่หลายระบบและ Excel หลายไฟล์ ยังวิเคราะห์ได้ไหม?

ได้ ขอเพียงข้อมูลดึงออกมาได้ ทีมวิเคราะห์จะรวมข้อมูลจากทุกแหล่งเข้าด้วยกันในขั้นตอนเตรียมข้อมูล และหากช่องทางการดึงข้อมูลยังไม่พร้อม ทีม data engineering สามารถช่วยวางท่อเชื่อมต่อให้ก่อนเริ่มวิเคราะห์ได้

3. ต่างจากการจ้างทำ BI Dashboard อย่างไร?

Dashboard แสดงให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่การวิเคราะห์เชิงลึกตอบว่าทำไมถึงเกิดและควรทำอะไรต่อ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นข้อเสนอการตัดสินใจพร้อมตัวเลขรองรับ ไม่ใช่หน้าจอกราฟที่ผู้บริหารต้องตีความเอง

เริ่มต้นอย่างไร 

ไม่ต้องเปลี่ยนระบบ ไม่ต้องรอโปรเจคปีหน้า เริ่มจาก Insight Sprint บริการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจของ ZyGen ให้ทีมของเราวิเคราะห์ข้อมูลสต๊อกที่คุณมีอยู่แล้ว และตอบคำถามธุรกิจที่คุณเลือกเอง 2-3 ข้อ ภายใน 2 สัปดาห์นับจากวันที่ข้อมูลพร้อม คุณจะเห็นชัดเป็นตัวเลขว่าเงินของคุณจมอยู่ตรงไหน และควรทำอะไรก่อน 

ติดต่อทีมที่ปรึกษาของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์ม

แชร์บทความ:  

Facebook
Twitter
LinkedIn
Scroll to Top