
ทำความรู้จักตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก (KPI) ในการจัดการสินค้าคงคลัง และตัวอย่างการใช้งานให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น
ในปัจจุบัน ธุรกิจไม่เพียงแค่เน้นการขายสินค้าและการลดต้นทุน แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับการจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร การบริหารสินค้าคงคลังที่ดีช่วยลดต้นทุนการเก็บรักษา ควบคุมปริมาณสินค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และป้องกันการเกิดสินค้าค้างสต็อกหรือล้าสมัย ซึ่งมีผลต่อรายได้และกำไรของบริษัท
เคยสังเกตหรือไม่ว่า สินค้าบางอย่างหมดสต็อกเร็วเกินไปจนเสียโอกาสในการขาย ขณะที่บางรายการกลับมีสินค้าค้างสต็อกมากเกินไปทำให้เกิดต้นทุนการเก็บรักษาสูง นอกจากนี้ยังมีสินค้าบางประเภทที่ขายออกไปแต่กลับไม่ได้กำไร สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการนำ Key Performance Indicators (KPI) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยวัดผลและใช้ปรับปรุงการบริหารสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันนี้จึงอยากมาแชร์ ตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก (KPI) ที่จะมาช่วยในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดย KPI เหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถวัดผลและวิเคราะห์การจัดเก็บสินค้าได้อย่างแม่นยำ ลดความสูญเสีย และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร ดังนี้
Table of Contents
ToggleInventory Turnover (อัตราหมุนเวียนสินค้าคงคลัง)
เป็นอัตราส่วนที่วัดความสามารถในการขายสินค้าคงเหลือโดยพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของสินค้าคงคลังในช่วงเวลาที่กำหนด ช่วยให้บริษัทคำนวณระยะเวลาที่ต้องใช้ในการขายสินค้าและสามารถตัดสินใจเรื่องการตั้งราคา การผลิต การตลาด และการจัดซื้อสินค้าคงคลังในรอบต่อไปได้ดียิ่งขึ้น
จากสูตร:

- ต้นทุนขาย (COGS: Cost of Goods Sold) = ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการผลิตหรือการจัดหาสินค้าและบริการของบริษัท เช่น ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงาน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผลิต และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการขายสินค้า
- สินค้าคงเหลือเฉลี่ย (Average Value of Inventory) = ปริมาณสินค้าคงเหลือโดยเฉลี่ยของบริษัทในช่วงเวลาหนึ่ง คำนวณโดยการนำ
(สินค้าคงเหลือต้นงวด + สินค้าคงเหลือปลายงวด) ÷ 2 เพื่อสะท้อนภาพรวมของสินค้าคงคลังที่มีอยู่ในระบบ
Tips: Inventory Turnovers ยิ่งมีค่าที่สูงยิ่งดี แต่อุตสาหกรรมที่สินค้ามีต้นทุนและราคาต่ำมักมี อัตราหมุนเวียนสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover Ratio) สูง เนื่องจากมีการผลิตและจำหน่ายสินค้าในปริมาณมาก
Days on Hand (DOH) / Days Sales of Inventory (DSI)
- เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัด ระยะเวลาที่สินค้าคงคลังถูกขายออกไป โดยพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของสินค้าคงเหลือตลอดช่วงเวลาที่กำหนด ช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ ประสิทธิภาพในการบริหารสินค้าคงคลัง และใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจด้าน การผลิต การตั้งราคา กลยุทธ์ทางการตลาด และการสั่งซื้อสินค้าในอนาคต เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวและลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น
จากสูตร:

- จำนวนวัน = 365 วัน (รายปี) / 90 วัน (รายไตรมาส) / 30 วัน (รายเดือน)
Stockout Rate (อัตราสินค้าหมดสต็อก)
- เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัด ความถี่ในการเกิดปัญหาสินค้าหมดสต็อก เมื่อเทียบกับจำนวนคำสั่งซื้อทั้งหมด ช่วยให้ธุรกิจประเมิน ประสิทธิภาพของการบริหารสินค้าคงคลัง และระบุจุดที่อาจต้องปรับปรุงด้านการจัดซื้อหรือการเติมสินค้า เพื่อป้องกันการสูญเสียโอกาสทางการขายและรักษาความพึงพอใจของลูกค้า
จากสูตร:

- จำนวนครั้งที่สินค้าหมดสต็อก = จำนวนครั้งที่ไม่สามารถจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อได้เนื่องจากไม่มีสินค้าในคลัง
- จำนวนคำสั่งซื้อทั้งหมด = จำนวนคำสั่งซื้อที่ได้รับทั้งหมดในช่วงเวลาที่กำหนด
Gross Margin Return on Inventory Investment (GMROI) อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในสินค้าคงคลัง
- เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัด ความสามารถในการทำกำไรจากการลงทุนในสินค้าคงคลัง โดยแสดงให้เห็นว่า ทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนในสินค้าคงคลังสามารถสร้างกำไรขั้นต้นได้เท่าไร ช่วยให้ธุรกิจประเมิน ประสิทธิภาพของการจัดการสินค้าคงคลัง และ การตั้งราคาสินค้า เพื่อให้เกิดผลกำไรสูงสุด
จากสูตร:

- กำไรขั้นต้น (Gross Margin) = ยอดขายสุทธิ – ต้นทุนขาย (COGS)
- สินค้าคงเหลือเฉลี่ย (Average Inventory Cost) = (สินค้าคงเหลือต้นงวด + สินค้าคงเหลือปลายงวด) ÷ 2
Inventory Accuracy (ความถูกต้องของสินค้าคงคลัง)
- เป็นตัวชี้วัดที่ใช้วัด ความถูกต้องของข้อมูลสินค้าคงคลังในระบบเมื่อเทียบกับสินค้าจริงในคลัง ช่วยให้ธุรกิจสามารถ ตรวจสอบและปรับปรุงความแม่นยำของการบันทึกข้อมูลสินค้า ลดความคลาดเคลื่อนที่อาจส่งผลต่อ การสั่งซื้อ การขาย และการจัดการสินค้าคงคลัง
จากสูตร:

- จำนวนสินค้าตรงกับระบบ = จำนวนสินค้าที่ข้อมูลในระบบตรงกับสินค้าจริงที่ตรวจนับได้
- จำนวนสินค้าทั้งหมดที่ตรวจนับ = จำนวนสินค้าทั้งหมดที่ถูกนำมาตรวจสอบ
Tips: หากค่าต่ำกว่า 90% อาจบ่งชี้ถึงปัญหาในการจัดการสินค้าคงคลัง เช่น สินค้าสูญหาย, บันทึกข้อมูลผิด
ตัวอย่างการใช้ KPI ในการแก้ไขปัญหา
สถานการณ์: บริษัท AAA ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกพบว่าสินค้าบางรายการหมดสต็อกบ่อยครั้ง จึงส่งผลต่อยอดขายของบริษัท
จากข้อมูล:
- ตรวจสอบสต็อกสินค้า 100 ครั้งในเดือนที่ผ่านมา พบว่าสินค้าหมดสต็อก 15 ครั้ง
- ต้นทุนสินค้าที่ขาย (COGS) ในปีที่ผ่านมา = 500,000 บาท
- สินค้าคงคลังเฉลี่ยตลอดปี = 100,000 บาท
เริ่มต้นจาก Stockout Rate (อัตราการขาดสต็อก)
คำนวณจากสูตร:

อัตราการขาดสต็อก 15% แสดงว่าค่า Stockout Rate สูง ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน อาจต้องเพิ่มปริมาณสินค้าคงคลัง หรือพิจารณาการปรับรอบการสั่งซื้อเพราะอาจเสียโอกาสทางธุรกิจและลูกค้าไม่พึงพอใจ
- ต่ำกว่า 5% → ดีมาก (สินค้าหมดสต็อกน้อย ลูกค้าได้รับสินค้าตามต้องการ)
- 5% – 10% → พอรับได้ (อาจต้องปรับปรุงการจัดซื้อหรือเพิ่ม Safety Stock)
- สูงกว่า 10% → ต้องปรับปรุง (อาจเสียโอกาสทางธุรกิจและลูกค้าอาจเปลี่ยนไปหาคู่แข่ง)
จากนั้นดู Inventory Turnover (อัตราหมุนเวียนสินค้าคงคลัง)
คำนวณจากสูตร:

อัตราหมุนเวียนสินค้าคงคลัง ที่ 4.55 หมายความว่า สินค้าถูกขายหมดและเติมเต็มใหม่ประมาณ 4.55 รอบต่อปี ซึ่งอยู่ในช่วงที่เหมาะสมแต่อาจต้องพิจารณาสินค้าคงคลังอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้สินค้ามีมากเกินไป
- ต่ำกว่า 3 ครั้ง/ปี: อาจบ่งบอกถึงสินค้าคงคลังที่มากเกินไป
- สูงกว่า 15 ครั้ง/ปี: อาจบ่งบอกว่าสินค้าหมดสต็อกบ่อย (Stockout)
จำนวนวันที่สินค้าคงคลังถูกขายออก (Days on Hand – DOH)
คำนวณจากสูตร:

ค่า DOH อยู่ที่ 80.30 วัน ซึ่งเป็นค่าที่สูงเมื่อเป็นอุตสาหกรรมค้าปลีก (Retail) ควรพิจารณาและปรับปรุงอย่างเร่งด่วน เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนสินค้าและลดสินค้าคงคลังเกินจำเป็น [ค่าที่เหมาะสม 30-60 วัน]
จากการวิเคราะห์ Stockout Rate, Inventory Turnover, Days on Hand (DOH) ทำให้เรามองเห็นปัญหาสินค้าหมดสต็อกและการบริหารสินค้าคงคลังได้อย่างชัดเจน ซึ่งนำไปสู่แนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ
สรุปปัญหาที่พบจากการวิเคราะห์ด้วย KPI
- Stockout Rate สูง (15%) → บ่งบอกว่าสินค้าหมดสต็อกบ่อย อาจทำให้เสียโอกาสขาย
- Inventory Turnover ต่ำ (4.55 รอบ/ปี) → สินค้าอาจค้างสต็อกนาน หรือมีสินค้าส่วนเกินในระบบ
- Days on Hand สูง (80.30 วัน) → แสดงว่าสินค้าถูกเก็บไว้นาน อาจทำให้เกิดต้นทุนสูง
ทำให้เราต้องนำไปเป็นแนวทางแก้ไขและพัฒนาต่อยอด ปรับปรุงการคาดการณ์ความต้องการ (Demand Forecasting) หรือปรับกลยุทธ์การจัดเก็บสินค้าให้สมดุล เพื่อไม่สินค้าบางรายการหมดสต็อกอีกต่อไป
สรุปการใช้ KPI ในการบริหารสินค้าคงคลัง
การใช้ KPI (Key Performance Indicators) ในการบริหารสินค้าคงคลังช่วยให้ธุรกิจสามารถ ติดตาม ประเมิน และปรับปรุง กระบวนการจัดการสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำขึ้น และทำให้สามารถสร้างกำไรได้สูงสุด การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่องและใช้ตัวชี้วัดที่เหมาะสมจะช่วยให้การจัดการสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
Author: Benyapa Sripa
ติดต่อทีมที่ปรึกษาของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์ม
แชร์บทความ:
- บทความล่าสุด
SAP Build Apps คืออะไร ต่างจาก SAP Build อื่นๆ อย่างไร
SAP ERP คืออะไร เหมาะกับองค์กรแบบไหนบ้าง
Offline Marketing ยังสำคัญอยู่หรือไม่? ตกยุคแล้วหรือยังในปี 2026
AI Readiness Assessment คืออะไร ประเมินความพร้อมองค์กรก่อนใช้ AI
Related Posts



SAP Build Apps คืออะไร ต่างจาก SAP Build อื่นๆ อย่างไร
