ปกบทความ SAP Business One คืออะไร

SAP Business One (SAP B1) คืออะไร เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

SAP Business One (SAP B1) คือระบบ ERP หรือระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจขนาดกลางถึงกำลังเติบโต ช่วยรวมข้อมูลจากทุกแผนก ทั้งขาย จัดซื้อ คลังสินค้า และบัญชี ไว้ในฐานข้อมูลเดียวกัน แทนที่การทำงานแยกส่วนด้วย Excel หรือโปรแกรมบัญชีพื้นฐานที่หลายธุรกิจใช้อยู่ในช่วงเริ่มต้น

คุณเอสเธอร์ SAP B1 Leader จาก ZyGen อธิบายไว้ในรายการ “ชวนคุยเทคสไตล์ ZyGener” ว่า การที่ Excel เริ่มไม่รองรับการใช้งานทางธุรกิจนั้นไม่ผิด เพราะ Excel ถูกออกแบบมาสำหรับจัดการข้อมูล ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบริหารจัดการทั้งองค์กร เมื่อธุรกิจเติบโตจนกระบวนการทำงานซับซ้อนขึ้น จุดที่มักเริ่มติดขัดจึงไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นความซับซ้อนของกระบวนการทางธุรกิจเอง

สัญญาณอะไรบอกว่าธุรกิจเริ่ม “ติดเพดาน” จน Excel เอาไม่อยู่ 

สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องพิจารณาระบบ ERP มักปรากฏในรูปแบบของความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลระหว่างแผนก ไม่ใช่แค่ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น  สัญญาณเตือนที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ได้แก่ 

  • แต่ละแผนกใช้ข้อมูลคนละชุด ทำให้ข้อมูลขาดความแม่นยำและไม่ตรงกัน 
  • ผู้บริหารต้องคอยตอบคำถามการทำงานรายวัน แทนที่จะดูภาพรวมเพื่อวางกลยุทธ์ 
  • ปิดงบการเงินล่าช้า บางองค์กรใช้เวลาปิดบัญชีนานถึง 7 วัน บางแห่งนานถึง 2 สัปดาห์ 

ธุรกิจที่ขายผ่านหลายช่องทาง เช่น หน้าร้านและอีคอมเมิร์ซพร้อมกัน มักเจอปัญหาสต๊อกไม่ตรงกันเป็นสัญญาณแรกๆ ปัญหานี้เกิดจากข้อมูลไม่ได้ซิงค์กันแบบเรียลไทม์ ถ้าคลังมีของจริงแต่ระบบออนไลน์โชว์ว่าหมด ลูกค้าก็สั่งซื้อไม่ได้และธุรกิจเสียโอกาสขายไปฟรีๆ แต่ถ้าระบบโชว์ว่ามีของทั้งที่คลังไม่มีจริง ก็จะส่งของไม่ทันตามที่สัญญาไว้ ทำให้ลูกค้าร้องเรียน และกระทบเรตติ้งร้านค้า 

SAP B1 ช่วยแก้ปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายได้อย่างไร 

หัวใจของ ERP อย่าง SAP B1 คือแนวคิด Single Source of Truth คือทุกแผนกทำงานบนฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ตั้งแต่การเปิดใบขอซื้อ (PR) การรับสินค้า การตั้งหนี้ ไปจนถึงการจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ 

ยกตัวอย่างธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading) ที่ยังใช้ระบบแยกส่วน ฝ่ายขายเก็บข้อมูลออเดอร์ใน SharePoint ส่วนคลังสินค้าเก็บข้อมูลใน Google Sheet คนละไฟล์กัน ทำให้การสื่อสารช้า บางครั้งสินค้าขาดคลังโดยไม่มีใครรู้ตัว จนเสียโอกาสขายไป หรือในทางกลับกันก็สั่งสินค้ามาดองไว้เกินความจำเป็นจนกลายเป็นทุนจม เมื่อเปลี่ยนมาใช้ ERP ที่รวมข้อมูลไว้ที่เดียว ฝ่ายขายจะเช็กสต็อกของพร้อมจำหน่ายได้ทันทีแบบเรียลไทม์ และสามารถยืนยันวันจัดส่งให้ลูกค้าได้อย่างมั่นใจ 

SAP B1 ช่วยผู้บริหารตัดสินใจได้เร็วขึ้นอย่างไร 

ผู้บริหารที่ใช้ SAP B1 ไม่ต้องคอยถามแต่ละแผนกหรือรอรายงานที่ใช้เวลา 7 ถึง 15 วันอีกต่อไป  ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันขององค์กรดูได้ด้วยคลิกเดียว ทำให้นำไปวางกลยุทธ์ต่อได้ทันที 

ตัวอย่างฟีเจอร์ที่ช่วยบริหารความเสี่ยงและสภาพคล่อง ได้แก่ 

  • แจ้งเตือนสต๊อกใกล้หมด เพื่อให้สั่งซื้อเพิ่มทันความต้องการของตลาด 
  • ควบคุมวงเงินเครดิต แจ้งเตือนเมื่อลูกหนี้ค้างชำระเกินลิมิตก่อนอนุญาตให้เปิดออเดอร์ใหม่ 
  • คาดการณ์กระแสเงินสด ล่วงหน้าได้ถึง 3 เดือน ช่วยให้บริหารสภาพคล่องได้แม่นยำขึ้น 

ตัวอย่างหน้าจอ SAP Business One
Source: SAP Business One

SAP B1 รองรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวได้แค่ไหน

SAP B1 เชื่อมต่อกับระบบภายนอกผ่าน API ได้ เช่น ระบบ POS หน้าร้านหลายสาขา ทำให้ซิงค์ข้อมูลธุรกรรมจำนวนมากเข้าระบบหลังบ้านแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องเพิ่มคนมานั่งกรอกข้อมูลเอง นี่คือสิ่งที่ทำให้ระบบรองรับธุรกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดดได้ แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้น 2 ถึง 4 เท่าจากเดิม

อย่างไรก็ตาม การนำระบบมาใช้ให้สำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวซอฟต์แวร์อย่างเดียว คุณเอสสรุปสูตรที่ใช้ประเมินความสำเร็จไว้ว่า “ระบบที่ประสบความสำเร็จ เกิดจาก เทคโนโลยี บวกกับ กระบวนการ และ คน ควบคู่กัน” และนอกจากระยะเวลาวางระบบหลักที่ใช้ประมาณ 4 ถึง 6 เดือนบวกกับช่วง HyperCare แล้ว การทำ Change Management เพื่อปรับกระบวนการทำงานและ mindset ของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มก็สำคัญไม่แพ้กัน

หากต้องการเจาะลึกไปที่ข้อดีของ SAP B1 สำหรับธุรกิจ SME โดยเฉพาะ อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ 6 เหตุผลที่ทำให้ SAP Business One เป็นระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดกลาง (SMEs) และธุรกิจขนาดเล็กโดยเฉพาะ หรือดูตัวอย่างการนำไปใช้งานจริงในแต่ละแผนกได้ที่บทความ 7 ตัวอย่างการนำ SAP Business One เข้ามาใช้งานในองค์กรอย่างมีระบบ

SAP Business One ต่างจาก SAP S/4HANA อย่างไร 

ความต่างหลักอยู่ที่ขนาดและความซับซ้อนขององค์กรที่ระบบถูกออกแบบมารองรับ SAP Business One เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางถึงกำลังเติบโตที่ต้องการรวมข้อมูลหลักของธุรกิจไว้ในที่เดียว ส่วน SAP S/4HANA ออกแบบมาสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีกระบวนการทางธุรกิจซับซ้อนกว่าและต้องการรองรับการดำเนินงานหลายประเทศหรือหลายหน่วยธุรกิจพร้อมกัน ธุรกิจที่กำลังเติบโตแต่ยังไม่ถึงระดับองค์กรใหญ่จึงมักเริ่มต้นจาก SAP B1 ก่อน 

ธุรกิจควรเริ่มต้นประเมินความพร้อมสำหรับ SAP B1 อย่างไร 

จุดเริ่มต้นที่คุณเอสแนะนำไว้ในรายการ คือให้เริ่มจากการประเมินสัญญาณความซับซ้อนที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรก่อน เช่น ข้อมูลแผนกต่างๆ ตรงกันหรือไม่ ปิดงบล่าช้าแค่ไหน จากนั้นจึงติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการประเมิณ และตอบแบบสอบถามเบื้องต้น ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง หลายองค์กรเลือกทำ Proof of Concept (POC) หรือเข้าร่วม SAP Business One Workshop เพื่อทดลองใช้งานและประเมินความพร้อมขององค์กรก่อน 

ด้านการย้ายข้อมูลเดิม ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องคีย์ข้อมูลใหม่ทั้งหมดด้วยมือ เพราะมีเครื่องมือช่วยดึงข้อมูลจาก Excel หรือระบบเดิมขึ้นระบบใหม่ให้พร้อมสำหรับวัน Go-Live

คำถามที่พบบ่อย 

1. SAP Business One เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน

SAP B1 เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางถึงกำลังเติบโตที่เริ่มรู้สึกว่า Excel หรือโปรแกรมบัญชีพื้นฐานตามการทำงานจริงไม่ทัน โดยเฉพาะธุรกิจที่มีหลายแผนกต้องใช้ข้อมูลร่วมกัน หรือขายผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน

2. เริ่มเห็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เมื่อไร

ธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มเห็นผลตอบแทนภายใน 12 ถึง 24 เดือน โดย ROI ไม่ได้มาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการลดต้นทุนแฝง เช่น การลด lost sale สินค้าค้างคลังจนหมดอายุ และการสั่งซื้อเกินความจำเป็น

3. ต้องเตรียมข้อมูลใหม่ทั้งหมดก่อนย้ายมาใช้ SAP B1 ไหม

ไม่จำเป็น มีเครื่องมือช่วยดึงข้อมูลจาก Excel หรือระบบเดิมเข้าสู่ระบบใหม่ให้พร้อมใช้งานตั้งแต่วัน Go-Live โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลใหม่ทั้งหมดด้วยมือ

หากสงสัยว่าธุรกิจของคุณเริ่มมีสัญญาณ “ติดเพดาน” ตามที่กล่าวถึงข้างต้นหรือยัง ทีมที่ปรึกษาของ ZyGen ช่วยประเมินความพร้อมและแนะนำขั้นตอนเริ่มต้นที่เหมาะกับกระบวนการทำงานจริงขององค์กรได้ อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ SAP Business One เพิ่มเติมได้ที่หน้า บริการวางระบบ SAP Business One ของ ZyGen

ติดต่อทีมที่ปรึกษาของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์ม

แชร์บทความ:  

Facebook
Twitter
LinkedIn
Scroll to Top