The image is a blog cover with text "สินค้าหมดอายุก่อนขาย คิดเป็นต้นทุนเท่าไรต่อเดือน"

สินค้าหมดอายุก่อนขาย คิดเป็นต้นทุนเท่าไรต่อเดือน?

เช้าวันจันทร์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของโรงงานแปรรูปกุ้งแช่แข็งแห่งหนึ่งเดินสำรวจห้องเย็นตามปกติ แล้วก็สะดุดกับพาเลทมุมหนึ่งที่ถูกดันไปไว้ลึกสุด ฉลากบอกวันที่ผลิตเมื่อสองเดือนก่อน อายุการเก็บรักษาที่เหลืออยู่ไม่พอจะส่งให้ลูกค้ารายไหนแล้ว สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวไม่ใช่แค่ “ต้องตัดบัญชีเท่าไร” แต่คือ “เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกี่ครั้งต่อเดือนกันแน่ และมันกินกำไรเราไปเท่าไรโดยที่ไม่มีใครเห็นตัวเลขจริง”

วิธีคำนวณต้นทุนสินค้าหมดอายุต่อเดือน แบบถูกต้องจริงๆ คำนวณได้จาก (ปริมาณสินค้าที่หมดอายุ x ต้นทุนต่อหน่วย) บวกด้วยต้นทุนแฝง 3 ส่วน ได้แก่ ต้นทุนเงินทุนที่จมอยู่กับสต็อก ต้นทุนพื้นที่ห้องเย็นที่เสียโอกาส และส่วนต่างจากการเทขายราคาต่ำ ธุรกิจส่วนใหญ่คำนวณแค่ส่วนแรก ทำให้ตัวเลขที่เสนอผู้บริหารต่ำกว่าความเสียหายจริงอยู่เสมอ เหมือนที่ผู้จัดการคนนั้นกำลังต้องเจออยู่

โดยบทความนี้ใช้ข้อมูลสองระดับมาช่วยคุณคำนวณต้นทุนที่แท้จริงได้อย่างถูกต้อง 

  1. เกณฑ์อ้างอิงสากล (shrinkage, spoilage, carrying cost) จากงานวิจัยด้านค้าปลีก/อาหารในต่างประเทศ เนื่องจากยังไม่มีตัวเลขเทียบเท่าที่เผยแพร่ต่อสาธารณะจากสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย (TFFA)  

  1. ต้นทุนตลาดไทยโดยตรง (ค่าเช่าคลังห้องเย็น ราคาวัตถุดิบ) จากแหล่งข้อมูลไทยปัจจุบัน 

สูตรคำนวณต้นทุนสินค้าหมดอายุแบบง่าย 

สูตรที่ใช้ได้ทันทีคือ ต้นทุนตัดบัญชีรายเดือน = ปริมาณสินค้าหมดอายุ (กก.) x ต้นทุนต่อกก. ตัวเลขนี้คือจุดตั้งต้น ไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย 

กลับมาที่พาเลทมุมห้องเย็นของผู้จัดการคนนั้น สมมติว่าเป็นกุ้งแช่แข็งหมดอายุก่อนขาย 300 กก./เดือน ต้นทุนต่อกก. 180 บาท ต้นทุนตัดบัญชีคือ 54,000 บาท/เดือน ตัวเลขนี้คือสิ่งที่จะไปโผล่ในรายงานบัญชีปลายเดือน แต่ยังไม่ใช่ความเสียหายทั้งหมดที่ธุรกิจแบกรับจริง 

เหตุใดต้นทุนที่เห็นในบัญชีจึงต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ

ต้นทุนตัดบัญชีนับเฉพาะมูลค่าสินค้าที่สูญเสีย แต่ไม่ได้นับต้นทุนของ ช่วงเวลา ที่สินค้านั้นถูกเก็บไว้ในห้องเย็นโดยไม่สร้างรายได้เลย พาเลทที่ผู้จัดการเจอไม่ได้ “เสียหาย” แค่วันที่หมดอายุ มันเริ่มสูญเสียมูลค่าตั้งแต่วันแรกที่ถูกดันไปไว้มุมห้องแล้วไม่มีใครหยิบออกมาขาย ยิ่งอยู่นานเท่าไร ต้นทุนแฝงยิ่งสะสมมากขึ้นเท่านั้น แต่จะไม่ปรากฏเป็นตัวเลขแยกในงบบัญชีทั่วไป จึงเป็นเหตุผลที่ปัญหานี้มักถูกมองข้ามไปจนกว่าจะสายเกินแก้ 

[เกณฑ์สากล] ต้นทุนเงินทุนที่จมอยู่กับสต็อก (Capital Cost) เป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดของต้นทุนการถือครองสต็อก (Carrying Cost) รองลงมาคือค่าพื้นที่จัดเก็บ ขณะที่ต้นทุนการถือครองสต็อกโดยรวมของธุรกิจทั่วไปมักอยู่ที่ 20–30% ของมูลค่าสต็อกเฉลี่ยต่อปี ตัวเลขนี้มาจากข้อมูลตลาดต่างประเทศ เนื่องจากยังไม่มีเกณฑ์เฉพาะของธุรกิจคลังห้องเย็นไทยที่เผยแพร่แยกไว้ชัดเจน 

ต้นทุนคลังห้องเย็นในไทย เทียบกับเกณฑ์สากล

frozen warehouse

ถ้าลองถามผู้จัดการคนนั้นว่า “พื้นที่ห้องเย็นตรงมุมที่พาเลทนั้นอยู่ คิดเป็นเงินเท่าไรต่อเดือน” คำตอบอาจทำให้สะดุ้งกว่าที่คิด 

[ข้อมูลตลาดไทย] ค่าเช่าคลังสินค้าทั่วไปในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 110–230 บาท/ตร.ม./เดือนในปี 2567 แตกต่างกันตามทำเล เช่น เขตกรุงเทพฯ และ EEC อยู่ที่ประมาณ 165 บาท/ตร.ม. ขณะที่สมุทรปราการสูงถึง 230 บาท/ตร.ม.  

คลังห้องเย็นโดยทั่วไปมีต้นทุนสูงกว่าคลังทั่วไปเนื่องจากต้องลงทุนระบบทำความเย็นและควบคุมอุณหภูมิเพิ่มเติม ตัวอย่างที่พบจริงคือคลังห้องเย็นแห่งหนึ่งย่านอ่อนนุช กรุงเทพฯ ขนาด 9,329 ตร.ม. เสนอราคาเช่าที่ 121 บาท/ตร.ม./เดือน  

ตัวเลขนี้เป็นราคาของคลังแห่งเดียว ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยตลาดคลังห้องเย็นทั้งหมด แต่ช่วยให้เห็นระดับต้นทุนพื้นที่จริงในตลาดไทย 

[ข้อมูลตลาดไทย] ด้านค่าไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าฐานสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 3.78 บาท/หน่วย บวกค่า Ft 0.1623 บาท/หน่วย รวมประมาณ 3.95 บาท/หน่วยในปี 2569 ตามข้อมูลอัตราค่าไฟของ กฟน./กฟภ.  

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการอุตสาหกรรมจะมีโครงสร้างอัตราที่ต่างออกไป (มักรวมค่าความต้องการพลังไฟฟ้า) จึงควรใช้ตัวเลขนี้เป็นเพียงจุดอ้างอิงคร่าวๆ ไม่ใช่ต้นทุนไฟฟ้าจริงของโรงงานแต่ละแห่ง 

ตัวเลขค่าเช่าและค่าไฟข้างต้นยืนยันว่าต้นทุนพื้นที่ห้องเย็นในไทยไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อย แต่ยังไม่มีสูตรสำเร็จรูปที่แปลงค่าเช่าต่อตารางเมตรเป็น % ของมูลค่าสต็อกต่อปีแบบที่มีสำหรับตลาดต่างประเทศ ธุรกิจที่ต้องการตัวเลขแม่นยำสำหรับตัวเองจึงควรใช้เกณฑ์สากล 20–30% ต่อปีเป็นจุดตั้งต้น แล้วปรับตามต้นทุนค่าเช่าและค่าไฟจริงของคลังตนเอง 

3 ต้นทุนแฝงที่ต้องบวกเพิ่มจากมูลค่าสินค้าที่ตัดบัญชี

ถ้าเล่าเรื่องพาเลทมุมห้องเย็นให้จบ ต้นทุนที่มันสร้างขึ้นระหว่างทางมี 3 ชั้น ไม่ใช่แค่ชั้นเดียวตอนตัดบัญชี: 

  • ต้นทุนเงินทุนที่จมอยู่กับล็อตนั้น: เงินที่จ่ายไปเพื่อซื้อวัตถุดิบหรือผลิตสินค้าล็อตนั้น ถูกล็อกไว้ตั้งแต่วันที่เข้าคลังจนถึงวันหมดอายุ แทนที่จะหมุนไปใช้ซื้อวัตถุดิบล็อตใหม่หรือขยายกำลังผลิต…เงินก้อนนี้ “นอนนิ่ง” อยู่ในห้องเย็นเหมือนพาเลทที่ไม่มีใครหยิบ 

  • ต้นทุนพื้นที่ห้องเย็นที่เสียโอกาส: พื้นที่จัดเก็บควบคุมอุณหภูมิมีต้นทุนต่อตารางเมตรสูงกว่าคลังทั่วไป (จากตัวเลขตลาดไทยด้านบน) ทุกพาเลทที่ถูกล็อตใกล้หมดอายุครองพื้นที่ไว้ คือพื้นที่ที่ควรใช้เก็บสินค้าที่หมุนเวียนได้จริง แต่กลับถูกยึดครองโดยของที่ขายไม่ได้แล้ว 

  • ส่วนต่างจากการเทขายราคาต่ำ: เมื่อรู้ตัวว่าล็อตใกล้หมดอายุ หลายธุรกิจพยายามระบายด่วนด้วยราคาลด ซึ่งมักกู้คืนมูลค่าได้ไม่เต็มราคาปกติ ผลต่างที่เหลือยังคงเป็นความเสียหายที่ต้องรับรู้ แม้จะรู้สึกเหมือน “อย่างน้อยก็ขายออกไปได้” ก็ตาม 

รวม 3 ส่วนนี้เข้ากับต้นทุนตัดบัญชี ตัวเลขความเสียหายที่แท้จริงจะสูงกว่าต้นทุนตัดบัญชีเพียงอย่างเดียวเสมอ โดยส่วนต่างจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สินค้าถูกเก็บไว้ก่อนหมดอายุ และอัตรากู้คืนมูลค่าจากการเทขาย ยิ่งเก็บนานและกู้คืนได้น้อย ส่วนต่างยิ่งสูง

ตัวอย่าง: ธุรกิจส่งออกกุ้งแช่แข็งขนาดกลาง

Raw shrimps

ลองคำนวณตัวเลขจริงให้ผู้จัดการคนนั้นดู 

[ข้อมูลตลาดไทย] ราคากุ้งขาวในตลาดไทยช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 180–335 บาท/กก. ในระดับขายปลีก และราคาขายส่งต่ำกว่าราคาขายปลีกประมาณ 15–30% ตามข้อมูลของ CheckRaka ตัวอย่างนี้ใช้ต้นทุนวัตถุดิบสมมติที่ 180 บาท/กก. ซึ่งอยู่ในช่วงล่างของราคาตลาดจริง 

สมมติธุรกิจแปรรูปและส่งออกกุ้งแช่แข็งขนาดกลางมีล็อตหมดอายุก่อนขายเฉลี่ยเดือนละ 300 กก. ต้นทุนต่อกก. 180 บาท เก็บในห้องเย็นเฉลี่ย 30 วันก่อนหมดอายุ เท่ากับพาเลทเดียวที่ผู้จัดการเจอในเช้าวันจันทร์นั้น 

  1. ต้นทุนตัดบัญชี: 300 กก. x 180 บาท = 54,000 บาท 

  1. ต้นทุนจัดเก็บที่สูญเปล่า [ใช้เกณฑ์สากล 20–30% ต่อปี เทียบเป็นสัดส่วน 30 วัน]: เพิ่มอีกประมาณ 890–1,330 บาท 

  1. รวมต้นทุนที่แท้จริงต่อเดือน: ประมาณ 54,900–55,300 บาท 

คิดเป็นรายปีหากล็อตลักษณะนี้เกิดขึ้นสม่ำเสมอทุกเดือน ธุรกิจนี้จะแบกรับความเสียหายประมาณ 659,000–664,000 บาทต่อปี จากสินค้าเซกเมนต์เดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยปรากฏบนหน้าจอของใครจนกว่าจะมีคนนั่งคำนวณแบบนี้จริงๆ และยังไม่รวมต้นทุนหากธุรกิจพยายามเทขายราคาต่ำก่อนหมดอายุแต่กู้คืนมูลค่าได้ไม่เต็มราคา หรือผลกระทบทางอ้อม เช่น เวลาที่ทีมขายต้องเสียไปกับการจัดการล็อตเก่า ธุรกิจที่มีหลายเซกเมนต์สินค้า (เช่น กุ้ง ปลา ผักแช่แข็ง) ควรคำนวณแยกตามกลุ่มสินค้า เพราะอัตราการหมดอายุและต้นทุนต่อหน่วยมักต่างกันมาก 

อัตราสูญเสียเท่าไรถึงเรียกว่าสูงเกินไป 

ถ้าธุรกิจอาหารแช่แข็งของคุณมีห้องเย็นและระบบจัดเก็บที่ดีอยู่แล้ว แต่สินค้าหมดอายุก่อนขายเกิน 5% ของมูลค่าสต็อกในแต่ละเดือน ถือว่าสูงเกินไป ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเอง แต่อยู่ที่ทีมงานมองไม่เห็นว่าล็อตไหนใกล้หมดอายุก่อน 

ตัวเลข 5% นี้มาจากข้อมูลอุตสาหกรรมอาหารในต่างประเทศ เพราะยังไม่มีตัวเลขแบบนี้ที่ TFFA เผยแพร่ไว้สำหรับตลาดไทยโดยเฉพาะ แต่ถ้าตัวเลขของธุรกิจคุณสูงกว่า 5% ต่อเนื่องทุกเดือน อย่ามองว่าเป็น “เรื่องปกติของธุรกิจอาหาร” แล้วปล่อยผ่านไป 

แต่ตัวเลข 5% นี้ใช้ได้กับธุรกิจที่มีห้องเย็นมาตรฐานอยู่แล้วเท่านั้น ส่วนธุรกิจต้นน้ำ เช่น ฟาร์มหรือเรือประมงที่ยังไม่มีห้องเย็นดีพอ จะเสียหายสูงกว่านี้มาก ประมาณ 10–15% แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และสูงถึง 30% ในประเทศที่ยังไม่มีห้องเย็นดีพอ เพราะของจะเสียหายระหว่างทางเมื่อไม่มีอุปกรณ์เก็บรักษาที่ดี 

ดังนั้นถ้าธุรกิจของคุณมีห้องเย็นมาตรฐานอยู่แล้ว แต่สินค้ายังหมดอายุก่อนขายในอัตราที่สูงพอๆ กับธุรกิจที่ไม่มีห้องเย็นเลย นั่นอาจจะเป็นสัญญานว่าคุณควรรีบหลับตรวจสอบจุดนี้ด่วน เพราะยิ่งคุณไม่มีปัญหาเรื่องการ “ขาดอุปกรณ์” อีกต่อไปแล้ว ปัญหาที่เหลือจึงมักเป็นเรื่องไม่รู้ว่าล็อตไหนใกล้หมดอายุ ไม่ใช่เรื่องต้องลงทุนซื้อของเพิ่ม 

วิธีลดตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ FEFO อย่างเดียว 

กลับไปที่เช้าวันจันทร์อีกครั้ง สิ่งที่ผู้จัดการคนนั้นอยากรู้ที่สุดไม่ใช่ “จะทำยังไงกับล็อตนี้” เพราะสายเกินไปแล้ว แต่คือ “จะทำยังไงให้ไม่ต้องมาเจอพาเลทแบบนี้อีกในเดือนหน้า” 

การจัดเรียงสต็อกแบบ FEFO (First Expired, First Out) ช่วยลดของเสียได้จริง แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะ FEFO แก้ปัญหาเรื่อง “หยิบล็อตไหนออกก่อน” แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่อง “รู้ล่วงหน้าหรือไม่ว่าล็อตไหนกำลังจะหมดอายุโดยไม่มีคำสั่งซื้อมารองรับ” ซึ่งเป็นคำถามที่ผู้จัดการคนนั้นตอบไม่ได้จนกว่าจะสายเกินไปทุกครั้ง 

ธุรกิจที่ลดความสูญเสียจากสินค้าหมดอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ มักทำ 2 เรื่องควบคู่กัน คือ จัดเรียงสต็อกตามหลัก FEFO และทำให้ทีมงานสามารถมองเห็นข้อมูล Batch/Lot, Serial Number และวันหมดอายุของสินค้า พร้อมเชื่อมโยงกับข้อมูลคำสั่งซื้อแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ทราบล่วงหน้าว่าล็อตใดมีความเสี่ยงที่จะหมดอายุก่อน และควรวางแผนระบายสินค้าออกจากคลังก่อนที่จะสายเกินไป 

ระบบ SAP Business One รองรับการบริหารข้อมูล Batch/Lot, Serial Number และวันหมดอายุของสินค้า ทำให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้าแต่ละล็อตหรือแต่ละ Serial No. เหลืออายุการใช้งานเท่าใด และสามารถติดตามได้ว่าล็อตใดควรถูกจ่ายออกก่อนตามหลัก FEFO 

การมองเห็นข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า SAP Business One ช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้าโดยตรง หรือคำนวณต้นทุนแฝงให้กับธุรกิจ แต่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนบริหารสต็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การเร่งขายสินค้าที่ใกล้หมดอายุ การจัดโปรโมชั่น การกระจายสินค้าไปยังสาขาที่มีความต้องการ หรือการปรับแผนการจัดซื้อและการผลิตให้เหมาะสม 

เมื่อธุรกิจสามารถดำเนินการได้ก่อนที่สินค้าจะหมดอายุ ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดการตัดจำหน่ายสินค้า ลดการสูญเสียจากการขายต่ำกว่าทุน และลดต้นทุนแฝงที่เกิดจากการถือครองสินค้าคงคลังเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การที่ระบบ ERP ลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้าโดยตรง 

เมื่อนำ Inventory AI Agent ของ ZyGen มาทำงานร่วมกับ SAP Business One ระบบจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูล Batch/Lot, Serial Number วันหมดอายุ และข้อมูลคำสั่งซื้อ พร้อมแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อล็อตใดเหลืออายุการเก็บรักษาต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด หรือมีความเสี่ยงว่าจะจำหน่ายไม่ทันก่อนหมดอายุ ทำให้ทีมงานมีเวลาตัดสินใจเชิงรุกในการวางแผนระบายสินค้า ก่อนที่สินค้าจะกลายเป็นต้นทุนสูญเปล่า 

เพื่อให้เช้าวันจันทร์ครั้งต่อไป สิ่งที่ผู้จัดการคนนั้นเจอในห้องเย็น ไม่ใช่พาเลทสินค้าที่ถูกลืมไว้จนหมดอายุ แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้ทีมสามารถบริหารจัดการสินค้าตั้งแต่ก่อนเกิดความสูญเสีย ลดสินค้าหมดอายุ และลดต้นทุนแฝงที่เกิดจากการถือครองสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

คำถามที่พบบ่อย

1. ตัวเลขในบทความนี้เป็นข้อมูลไทยหรือข้อมูลสากล?

ทั้งสองส่วน อัตราการสูญเสียสต็อก (shrinkage/spoilage) และอัตราต้นทุนถือครองสต็อก 20–30% ต่อปี เป็นเกณฑ์อ้างอิงจากตลาดต่างประเทศ เนื่องจากยังไม่มีตัวเลขเทียบเท่าที่เผยแพร่ต่อสาธารณะจาก TFFA ส่วนค่าเช่าคลังห้องเย็น ค่าไฟฟ้า และราคาวัตถุดิบในตัวอย่างการคำนวณ เป็นข้อมูลตลาดไทยโดยตรง แต่ละส่วนระบุแหล่งที่มากำกับไว้ในเนื้อหา

2. ต้นทุนแฝงของสินค้าหมดอายุ ต้องคำนวณละเอียดทุกครั้งไหม?

ไม่จำเป็นต้องคำนวณละเอียดทุกครั้ง สำหรับการประเมินคร่าวๆ เพื่อเสนอผู้บริหาร สามารถประมาณการต้นทุนจัดเก็บด้วยอัตรา 20–30% ต่อปี เทียบเป็นสัดส่วนตามจำนวนวันที่สินค้าถูกเก็บไว้ก่อนหมดอายุ แล้วบวกเข้ากับต้นทุนตัดบัญชี ก็เพียงพอที่จะสะท้อนผลกระทบจริงได้ใกล้เคียง โดยไม่ต้องแยกคำนวณทุกองค์ประกอบอย่างละเอียด

3. FEFO ช่วยลดต้นทุนสินค้าหมดอายุได้มากแค่ไหน?

การจัดเรียงสต็อกแบบ FEFO อย่างสม่ำเสมอช่วยลดของเสียจากสินค้าหมดอายุได้จริง เพราะบังคับให้ล็อตที่ใกล้หมดอายุถูกขายออกก่อนเสมอ แต่ขนาดของผลลัพธ์แตกต่างกันไปตามแต่ละธุรกิจ และต้องทำควบคู่กับการมองเห็นสถานะล็อตแบบเรียลไทม์ ไม่เช่นนั้นทีมงานจะรู้ว่าต้องหยิบล็อตไหนก่อน แต่ไม่รู้ล่วงหน้าว่าล็อตนั้นจะขายไม่ทันตั้งแต่ต้น

4. ธุรกิจขนาดกลางที่ยังไม่มีระบบติดตาม Batch/Lot ควรเริ่มจากตรงไหน?

ควรเริ่มจากการรวมข้อมูลอายุคงเหลือของสต็อกกับข้อมูลคำสั่งซื้อให้อยู่ในระบบเดียวกันก่อน เพราะสาเหตุหลักของสินค้าหมดอายุก่อนขายมักมาจากข้อมูลสองส่วนนี้แยกกันอยู่คนละที่ ไม่ใช่จากการพยากรณ์ยอดขายผิดพลาด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลตลาดไทย: Krungsri Research, Nexus, Farang Blog, CheckRaka

เกณฑ์อ้างอิงสากล: Folio3 Food Tech, SourceDay, Cogsy

Author: Noppawan P.

ติดต่อทีมที่ปรึกษาของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์ม

แชร์บทความ:  

Facebook
Twitter
LinkedIn
Scroll to Top