6 Trends Low-Code 2025

การขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัล: 6 เทรนด์ Low-Code Application Platform (LCAP) ที่จะเปลี่ยนองค์กรในปี 2025

70% ของแอปพลิเคชันใหม่ในปี 2025 จะถูกสร้างขึ้นด้วย Low-Code/No-Code ตัวเลขนี้มาจากรายงานของ Gartner ซึ่งไม่ใช่แค่สถิติธรรมดา แต่คือสัญญาณชัดเจนว่าองค์กรไม่สามารถมองข้ามเทคโนโลยีนี้ได้อีกต่อไป Low-Code Application Platform (LCAP) ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมของทีม IT แต่กำลังกลายเป็น “เสาหลัก” ของการทำ Digital Transformation ที่ทุกธุรกิจต้องมี 

Low-Code Application

แพลตฟอร์มเหล่านี้ทำให้การสร้างแอปพลิเคชันรวดเร็วขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และเข้าถึงได้แม้กระทั่งผู้ที่ไม่ใช่นักพัฒนา (Citizen Developers) ยิ่งเมื่อผสานกับ AI/GenAI และ Automation LCAP ก็กำลังพลิกโฉมวิธีการทำงานขององค์กรทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจ 6 เทรนด์ LCAP สำคัญในปี 2025 ที่จะเปลี่ยนเกมการแข่งขันของธุรกิจอย่างสิ้นเชิง 

1. Low-Code/No-Code (LCNC) กลายเป็นกระแสหลัก 

Low-Code/No-Code (LCNC) กำลังพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียง “ตัวเลือก” เพราะทุกวันนี้มันถูกยกระดับให้เป็น มาตรฐานการพัฒนาแอปพลิเคชัน ขององค์กรขนาดใหญ่ 

  • Gartner คาดการณ์ว่าเกือบ 70% ของแอปพลิเคชันใหม่ในปี 2025 จะถูกสร้างด้วยแพลตฟอร์ม Low-Code หรือ No-Code (เพิ่มจากไม่ถึง 25% ในปี 2020) 
  • มูลค่าตลาด Low-Code พุ่งแตะ 13.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023 และยังคงโตปีละกว่า 22% 
  • องค์กรกว่า 84% ยืนยันว่า LCNC ช่วยลด IT backlog และทำให้ส่งมอบแอปพลิเคชันได้เร็วขึ้น 

ที่สำคัญ LCNC ยังทำให้ไม่ใช่เฉพาะทีม IT หรือ Developer เท่านั้นที่จะสร้างระบบอัตโนมัติได้ แต่ ผู้ใช้งานทั่วไป (Citizen Developers, Business Users, SMEs) ก็สามารถสร้างกระบวนการทำงานอัตโนมัติ หรือแอปพลิเคชันง่ายๆ ได้เองผ่านเครื่องมือ Low-Code/No-Code 

2. GenAI + Low-Code: ตัวเร่งงานอัตโนมัติ 

การจับคู่ระหว่าง Generative AI (GenAI) และ LCNC คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะมันทำให้การสร้างแอปกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนการ “สนทนากับ AI” 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Microsoft Power Apps ที่เปิดตัว Copilot ให้ผู้สร้าง (makers) ใช้ภาษาธรรมชาติสร้างและแก้ไขแอปพลิเคชันได้ทันที พร้อมด้วย Plan Designer ใน Release Wave 1 ปี 2025 ซึ่งใช้ AI Agent แปลงความต้องการทางธุรกิจ ให้กลายเป็นโซลูชันอัจฉริยะครบวงจร 

📌 Case Study: SnF Management Company 

SnF Management Company ผู้ให้บริการศูนย์ดูแลสุขภาพ เผชิญปัญหาเวิร์กโฟลว์การอนุมัติค่าใช้จ่ายฝ่ายทุน (CapEx approvals) ที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน บริษัทจึงเลือกใช้ แพลตฟอร์ม No-code ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อปรับปรุงกระบวนการดังกล่าว โดยอาศัย Visual Workflow Builder และ Custom Forms ในการสร้างแอปพลิเคชันอนุมัติใหม่ที่ใช้งานง่าย ผลลัพธ์คือเวลาการอนุมัติถูกย่นลงจากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่วัน แสดงให้เห็นว่า Low-Code + AI ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง 

3. Hyperautomation: ไม่ใช่แค่ RPA อีกต่อไป 

ปี 2025 คือปีที่ Hyperautomation จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง มันไม่ได้หมายถึงการทำงานอัตโนมัติทีละขั้นตอน แต่คือการทำให้ ทั้งเวิร์กโฟลว์ เป็นอัตโนมัติอย่างไร้รอยต่อ 

Hyperautomation ผสานเทคโนโลยีหลายด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่ Low-Code, AI/ML, RPA และ Process Mining สิ่งนี้ช่วยให้องค์กรค้นหาคอขวด (bottlenecks) ปรับปรุงกระบวนการ และทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้เร็วขึ้น Gartner คาดว่า 20% ของกระบวนการธุรกิจทั่วโลก จะถูกขับเคลื่อนด้วย Hyperautomation ในปี 2025 

นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้ RPA ในงาน Back-office ยังสามารถ ลดต้นทุนแรงงานได้ถึง 40% และเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน 

4. Skills Gap & Upskill: ความท้าทายใหญ่ของไทย 

แม้เทคโนโลยีจะพร้อม แต่ถ้าคนไม่พร้อม องค์กรก็ไปต่อไม่ได้ รายงานของ World Bank และ OECD ระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีช่องว่างทักษะดิจิทัลอย่างมาก 

  • 74% ของผู้ใหญ่ยังขาดทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน 
  • 95% ของผู้บริหารยอมรับว่าขาดความเชี่ยวชาญด้าน GenAI 
  • อัตรา Lifelong Learning ของคนวัยทำงานยังต่ำกว่า 10% 

การ Upskill/Reskill บุคลากรจึงเป็นสิ่งจำเป็น หากองค์กรไทยต้องการใช้ประโยชน์จาก LCAP เพื่อแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัล 

5. Governance & Security: ปัจจัยที่องค์กรห้ามพลาด 

เมื่อ Citizen Developers สามารถสร้างแอปได้เอง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลจึงทวีความสำคัญ 

รายงานเผยว่า 90% ขององค์กรยังไม่พร้อมรับมือภัยคุกคาม AI-driven ตัวอย่างที่ดีคือ Microsoft Power Platform ที่วางมาตรการ Governance ไว้อย่างเข้มงวด ได้แก่: 

  • Data Policies (DLP): ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล 
  • Environments: สำหรับจัดการและควบคุมการเข้าถึงทรัพยากร 
  • Role-based access: จำกัดสิทธิ์ตามบทบาทของผู้ใช้งาน 

องค์กรที่ต้องการเติบโตในยุคนี้ไม่สามารถละเลย “รั้วความปลอดภัย” ได้เด็ดขาด 

6. Power Platform Demand: ยิ่งโต ยิ่งน่าสนใจ 

สุดท้ายคือการเติบโตของ Microsoft Power Platform ที่ยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง เพราะตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการลดงานคงค้าง (Backlog) และสร้างนวัตกรรมอย่างรวดเร็ว 

84% ขององค์กรยืนยันว่าการใช้ Power Platform ช่วยเร่งการส่งมอบงานจริง อีกทั้งทักษะด้าน Low-Code ก็กำลังกลายเป็นสกิลสุดร้อนแรงที่ตลาดแรงงานต้องการมากขึ้น 

📌 Case Study: Power Apps และการปฏิวัติการสร้างแอป 

Power Apps ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างฟอร์มง่าย ๆ อีกต่อไป แต่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้สร้างแอป ใช้ภาษาธรรมชาติสร้างและปรับแต่งแอปพลิเคชันได้เอง พร้อมด้วย Plan Designer ที่จะเปลี่ยนความต้องการทางธุรกิจให้เป็นโซลูชันอัจฉริยะภายในไม่กี่นาที นี่คือเหตุผลที่ทำให้ Power Platform กลายเป็น “Ecosystem” ที่องค์กรทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญ 

Business Impact ของ LCAP ต่อองค์กร 

  • Cost Saving  ลดต้นทุน 
    LCAP ช่วยให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบอัตโนมัติได้อย่างมาก จากเดิมที่ต้องใช้ทีม IT จำนวนมากและใช้เวลาหลายเดือน ปัจจุบันเพียง Citizen Developer ก็สามารถสร้างโซลูชันต้นแบบได้เอง ทำให้ลดทั้งค่าแรง ค่า license เฉพาะทาง และค่าใช้จ่ายจากการจ้าง Outsource 
  • Time to Market  เร่งเวลาออกสู่ตลาด 
    การพัฒนาแอปหรือระบบใหม่ด้วย LCAP ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์ แทนที่จะเป็นหลายเดือน ช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและตลาดได้อย่างทันท่วงที เช่น การสร้างแอปสำหรับแคมเปญการตลาด การปรับปรุง workflow ภายใน หรือการทดลองบริการใหม่โดยไม่ต้องรอทีม IT หลัก 
  • Agility & Innovation เพิ่มความคล่องตัวและนวัตกรรม 
    ด้วยความง่ายและรวดเร็วของ LCAP องค์กรสามารถทดลองแนวคิดใหม่ได้โดยมีความเสี่ยงต่ำ หากไอเดียได้ผล ก็สามารถขยายสเกลได้ทันที นอกจากนี้ยังช่วยให้องค์กรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้ดีกว่า เช่น ปรับระบบรองรับนโยบายรัฐใหม่ หรือสร้าง workflow ใหม่ทันทีเมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลง 

องค์กรที่ก้าวทันวันนี้ คือผู้ชนะในวันพรุ่งนี้ 

ทั้ง 6 เทรนด์ของ Low-Code Application Platform (LCAP) แสดงให้เห็นว่าอนาคตของการสร้างแอปพลิเคชันไม่ได้อยู่ในมือของนักพัฒนา IT เพียงกลุ่มเดียว แต่ขยายไปถึงทุกคนในองค์กร ความสำเร็จในปี 2025 จะเป็นขององค์กรที่สามารถผสมผสาน ความเร็วและความยืดหยุ่นของ Low-Code เข้ากับ การรักษาความปลอดภัยที่แข็งแรง และลงทุนในการ Upskill/Reskill เพื่อให้บุคลากรพร้อมแข่งขัน 

❓ FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ LCAP

Q1: Low-Code/No-Code เหมาะกับองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่?

A: เหมาะกับทั้งสองประเภท SMEs ได้ประโยชน์จากการลดต้นทุนและความเร็ว ส่วนองค์กรใหญ่ใช้เพื่อลด IT backlog และขยายการใช้งาน Automation

Q2: LCAP จะมาแทนที่นักพัฒนาโปรแกรมหรือไม่? 

A: ไม่มาแทน แต่จะช่วยให้นักพัฒนามุ่งไปที่งานซับซ้อน ขณะที่ผู้ใช้ทั่วไปสามารถพัฒนาแอปพื้นฐานเองได้

Q3: GenAI มีบทบาทอย่างไรใน LCAP?

A: GenAI ช่วยให้ผู้ใช้สร้างแอปด้วยภาษาธรรมชาติ ทำ automation ได้ง่าย และเร่งเวลาการพัฒนาอย่างมหาศาล

Q4: ปัญหาหลักของการใช้ LCAP คืออะไร?

A: Governance และ Security คือความท้าทายหลัก องค์กรต้องกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยชัดเจน

Q5: ถ้าองค์กรในไทยจะเริ่มใช้ LCAP ควรเริ่มอย่างไร?

A: Governance และ Security คือความท้าทายหลัก องค์กรต้องกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยชัดเจน

Author: Noppawan P.

References:

ติดต่อทีมที่ปรึกษาของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์ม

แชร์บทความ:  

Facebook
Twitter
LinkedIn
Scroll to Top